บทความสุขภาพ พ.ค.63

 

สี บ่งบอกคุณภาพอากาศ

         ดาวน์โหลด

         ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น ๕ ระดับ ตามค่า PM 2.5 เฉลี่ย ๒๔ ชั่วโมง (หน่วยไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) โดยใช้สีเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย มาทำความเข้าใจความหมายของสีต่างๆ และวิธีการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ดังนี้

          สีฟ้า หมายถึง คุณภาพอากาศดีมาก เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งและท่องเที่ยว

          สีเขียว หมายถึง คุณภาพอากาศดี สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ปกติ

          สีเหลือง หมายถึง คุณภาพอากาศปานกลาง ประชาชนทั่วไปสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ    ผู้ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หากมีอาการไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

          สีส้ม หมายถึง คุณภาพอากาศเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไป หากมีอาการไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ส่วนผู้ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีอาการไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ ใจเต้นผิดปกติ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ควรรีบพบแพทย์

          สีแดง หมายถึง คุณภาพอากาศมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและการไปบริเวณที่มีมลพิษสูง ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง รวมถึงหากมีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์

          “ซึ่งในกรณีผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นเลือดไม่แข็งแรง เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรคดังกล่าวจะลุกลามมากขึ้นได้ในระยะยาว

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน ธ.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

                                                                                    โรคอาหารเป็นพิษ

เกิดได้ในทุกกลุ่มอายุ ความรุนแรงของโรคขึ้นกับชนิดของเชื้อโรค สารพิษที่ได้รับบางชนิดอาจทำให้เสียชีวิตได้ การเกิดโรคอาหารเป็นพิษมักเกิดได้ง่ายและบ่อยครั้ง เมื่อเกิดการระบาดของโรคมักเกิดเป็นกลุ่มใหญ่มีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ พืชพิษ สารพิษหรือสารเคมีร่วมกัน โดยการปนเปื้อนสามารถเกิดได้จากทุกขั้นตอน เช่น การปนเปื้อนเชื้อจากวัตถุดิบ การปรุง และการกินอาหาร ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

ในช่วงเทศกาลหรือช่วงวันหยุดยาว ประชาชนมักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวทำให้มีการบริโภคอาหาร น้ำดื่มจากนอกบ้านหรือมีการซื้อมารับประทานที่บ้านมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหารต้องเตรียมและผลิตอาหารเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สามารถรองรับกับจำนวนของผู้เดินทาง โดยผลิตอาหารไว้ก่อนล่วงหน้าหลายชั่วโมง การผลิตอาหารเป็นจำนวนมากอาจทำให้ขั้นตอนการผลิตไม่ได้เป็นไปตามหลักสุขาภิบาล เช่น การล้างผัก-ผลไม้ การล้างภาชนะที่ไม่สะอาด การเร่งรีบในการปรุงทำให้อาหารสุกไม่ทั่วถึง การใช้วัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพ ขายอาหารที่ปรุงสุกเกิน ๒ ชั่วโมงโดยไม่อุ่นให้ร้อน ประกอบกับอากาศในช่วงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงทำให้เชื้อโรคที่ปนเปื้อนในอาหารมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างนวดเร็ว และบางพื้นที่ยังเก็บเห็ดที่ไม่รู้จักมารับประทาน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษได้

อาการ คือ คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระเป็นน้ำหรือเป็นมูกเลือด ปวดมวนท้อง มีไข้ สำหรับผู้ที่รับประทานเห็ดพิษจะพบอาการทางประสาท เช่น เดินเซ สับสน ประสาทรับรู้สัมผัสผิดปกติ ประสาทหลอน และชัก ฯลฯ

การรักษาเบื้องต้น สามารถทำได้โดยการดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

การรักษาผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษ ให้ผงถ่านกัมมันต์ละลายน้ำเปล่า โดยเร็วที่สุด หากอาการต่างๆ ข้างต้นไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ และหากเป็นไปได้ควรนำอาหารหรือชนิดของเห็ดที่เหลือจากการรับประทานไปด้วยเพื่อแพทย์จะได้ตรวจหาเชื้อและสารพิษได้

จากนิตยสาร หมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

สัญญาณอันตรายมะเร็งลำไส้ใหญ่

          อธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของหลายประเทศ     ทั่วโลก ด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของประชากร ส่งผลให้แนวโน้มอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่สาเหตุการตายมากขึ้นทุกปี ดังนั้นทุกคนควรสังเกตตนเองและทราบถึงสัญญาณอันตรายที่คุณควรไปพบแพทย์แบบทันท่วงทีหากมีอาการดังนี้

          ๑. ถ่ายอุจจาระผิดปกติ มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ถ่ายไม่สุด ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด หรืออาจถ่ายเป็นเลือดสด

          ๒. ขนาดอุจจาระเล็กลง

          ๓. มีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียดเรื้อรัง

          อย่างไรก็ตาม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งในระยะแรกเริ่มได้ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีและมีโอกาสหายจากโรค ผู้ที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปและผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่มีพันธุกรรมเสี่ยง ควรรับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงโดยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละ ๑ ครั้ง

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

                                                                  เทคนิคเลือกอาหารเช้าให้ได้คุณค่า

          ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการ โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำแนะนำการเลือกกินอาหารเช้าให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยการเลือกกินคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารสูงและโปรตีนในมื้ออาหารเพียงเล็กน้อยดังนี้

          ๑. อ่านฉลากทุกครั้งก่อนกิน เพราะฉลากจะแสดงถึงจำนวนพลังงานและปริมาณใยอาหารที่เราจะได้รับ โดยเฉพาะการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของใยอาหารเป็นหลัก เช่น ข้าวโอ๊ตหรือข้าวสาลี

          ๒. กินคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เมล็ดธัญพืชและผักผลไม้หลากสี

          ๓. คั้นน้ำผักผลไม้ดื่ม เมื่อนำผักผลไม้สดมาคั้น นอกจากจะได้รับประโยชน์จากใยอาหารโดยตรงแล้ว ยังได้ประโยชน์จากเอนไซม์ธรรมชาติด้วย

          ๔. ทำสมู้ทตี้เป็นอาหารเช้า โดยใส่สวนผสมของผัก ผลไม้ โยเกิร์ต และเมล็ดธัญพืช ก็เพียงพอที่จะทำให้มื้อเช้าอร่อยสดชื่นและได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่ได้มีกรรมวิธีการทำที่ซับซ้อนจนทำให้สูญเสียสารอาหารออกไปมาก

          มื้อเช้านั้นสำคัญที่สุด เพราะช่วงเวลาที่เรานอนหลับ ต้องสูญเสียไปกับการทำงานของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย ดังนั้นการกินอาหารเช้าจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายที่สูญเสียกลับมาอีกครั้ง รู้แล้วอย่าลืมกินอาหารเช้ากันนะครับ

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

                                                                        วิธีดูแลสุขภาพจมูกด้วยตนเอง

          คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำวิธีป้องกันการสัมผัสเชื้อโรคทางจมูกหรือโรคทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นโรคหวัดต่างๆ หรือโรคภูมิแพ้ สามารถดูแลได้ง่ายๆ ดังนี้

          ๑. ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆ โดยเฉพาะทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ

          ๒. รักษาความสะอาดเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ช้อน จาน ชาม โดยเฉพาะแก้วน้ำ

          ๓. หลีกเลี่ยงที่แออัดและล้างมือให้สะอาดเสมอหลังการสัมผัสสิ่งของสาธารณะ

          ๔. ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยโดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจโดยไม่จำเป็น ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องใกล้ชิดหรืออยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรค

          ๕. หยุดงานหรือหยุดโรงเรียนเมื่อมีไข้ เพราะเป็นช่วงเชื้อแพร่กระจายสูง

          เพราะการดูแลสุขภาพและการรักษาอนามัยของจมูกนั้นสำคัญ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของสุขภาพกายและภูมิคุ้มกันโรค ลดโอกาสการแพร่กระจายชื้อเข้าสู่ร่างกาย จึงควรเฝ้าระวังดูแล

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)