บทความสุขภาพเดือน มี.ค.๖๓

ดาวน์โหลด

เบลอ วูบ บ่อย เสี่ยงโรคลมชัก

 

          จากสถิติของกรมสุขภาพจิต พบว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคลมชัก (Epilepsy) หรือลมบ้าหมู ประเภทที่ไม่มีอาการชัก เกร็งมากถึง ๖๕๐,๐๐๐ คน แต่ได้รับการรักษามากเพียง ๑ ใน ๑๐ ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าโรคนี้กำลังเป็นภัยเงียบที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งมีอาการเบลอ เหม่อลอย ตาค้าง วูบบ่อย โดยอาการเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมชักหรือลมบ้าหมูแบบไม่ทันตั้งตัวได้ หากไม่ได้รับการรักษาและปล่อยให้มีอาการลักษณะนี้บ่อยๆ อาจส่งผลให้เป็นโรคสมองเสื่อม และส่งผลป่วยเป็นโรคทางจิตเวชซ้ำซ้อนตามมาได้ถึงร้อยละ ๓๐

          สาเหตุ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากกรรมพันธุ์ ติดเชื้อในสมอง สมองขาดออกซิเจน ดื่มสุรา อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดแผลเป็นในสมอง เซลล์สมองอยู่ผิดที่ หรือมีเนื้องอกในสมอง โดยสถิติทั่วโลกมักพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ ๕๐ ล้านคน สำหรับประเทศไทยคาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ร้อยละ ๑ หรือมีประมาณ ๖๕๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ

          อาการของโรคลมชักแบ่งเป็น ๒ ลักษณะอาการคือ

          ๑.อาการชักกระตุกเกร็งไปทั้งตัวคล้ายกับลมบ้าหมู

          ๒.มีอาการแบบเบลอๆ เหม่อลอย ไม่รู้สึกตัวหรือที่เรียกว่า อาการวูบไปชั่วขณะ อาจมีตาค้างหรือตาเหลือกด้วยก็ได้ ส่วนมากมักพบในเด็กอายุ ๖-๑๔ ปี อาการของโรคลมชักชนิดนี้คนไทยยังรู้จักน้อยมาก และมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอาการวูบหรือเป็นลมทั่วไป จึงไม่ไปรับการรักษาอย่างทันท่วงที

          ดังนั้น หากมีอาการดังที่กล่าวมา อย่านิ่งนอนใจควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของการชักให้เร็วที่สุดและรับการรักษา

 

จากนิตยสาร สุขภาพดี ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........................................

                                                                                   แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 ชานมไข่มุก กินมากไปป่วยได้ไม่รู้ตัว

 

          จากข้อมูลของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การกินชาไข่มุกมากๆ นั้นเสี่ยงต่อโรคมากมาย เช่น    

          โรคอ้วน ชาไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มห้พลังงานสูง โดยชาไข่มุก ๑ แก้ว ให้พลังงานประมาณ ๒๔๐-๓๖๐ กิโลแคลอรี่ และยังมีน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตจากตัวไข่มุก ครีมเทียม น้ำข้นหวาน ฯลฯ ดังนั้นหากกินชาไข่มุกทุกวัน น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

          โรคเบาหวาน ในชาไข่มุก ๑ แก้ว ประกอบด้วยน้ำเชื่อมและนมข้นหวาน และตัวไข่มุกก็เป็นแป้งที่ร่างกายจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล ซึ่งชาไข่มุก ๑ แก้วจะมีปริมาณน้ำตาลเกินกว่าที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ทำให้การกินชาไข่มุกบ่อยๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

          โรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวในนมต่างก็เป็นโทษต่อสุขภาพ ยิ่งถ้าใช้ครีมเทียมที่มีไขมันทรานส์ก็ยิ่งอันตรายต่อหัวใจมากขึ้น เพราะไขมันทรานส์เป็นไขมันตัวร้ายที่เข้าไปเพิ่มไขมันชนิดเลวในร่างกาย เพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ และลดระดับไขมันชนิดดี จึงอาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจได้

          นอกจากมีความเสี่ยงจากโรคที่กล่าวมา ยังอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกในกรณีที่กินชาไข่มุกแทนข้าว ชอบกลืนไข่มุกแบบไม่เคี้ยวให้ละเอียดก่อน ร่างกายก็อาจจะย่อยไข่มุกได้ลำบากกว่าปกติ ส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายมีปัญหาตามมา

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน ก.พ.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........................................

                                                                                   แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

           โรคต้องระวังจากฝุ่น

 

          ฝุ่น PM 2.5 ยังระบาดอยู่ในหลายพื้นที่ในประเทศไทยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นสาเหตุของโรคในระบบทางเดินหายใจและโรคอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา กล่าวว่า ในช่วงปี ๒๕๖๒-๒๕๖๓ พบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM 2.5 จำนวนมาก โรคที่พบได้บ่อยในช่วงนี้คือ

          เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ คือโรคที่มีการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูก เกิดจากการกระตุ้นของสารก่อภูมิแพ้ในระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดนั้นๆ ขึ้นมาต่อสู้ ในกรณีนี้อาจมีอาการกับคนที่แพ้ฝุ่น

          คออักเสบ ฝุ่นอาจทำให้มีอาการของโรคคออักเสบ ที่จะทำให้มีอาการเจ็บคอจากการที่มีฝุ่นซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในลำคอระหว่างสูดอากาศหายใจ ซึ่งหากยังได้รับฝุ่นจำนวนมากอยู่อาจเสี่ยงคออักเสบเรื้อรังได้

          หลอดลมอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งเป็นท่อที่นำอากาศที่หายใจเข้าสู่ปอด ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม มีเสมหะในหลอดลม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ มีเสมหะ อาจเสี่ยงหลอดลมตีบจนหายใจลำบาก หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก และอาจหายใจมีเสียงหวีดได้ รวมถึงมีอาการเจ็บคอ แสบคอ หรือเจ็บหน้าอกได้

          ดังนั้น ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมสวมหน้ากากอนามัย และหากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น หายใจติดขัด หอบเหนื่อย น้ำมูกไหล หรือมีเลือดปน ควรพบแพทย์โดยเร็วเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน ก.พ.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........................................

                                                                                   แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

  กินอย่างไรห่างไกลกระดูกพรุน

 

          เมื่ออายุมากขึ้น ปัญหาเรื่องภาวะกระดูกก็มักจะตามมา ส่งผลให้ตัวเตี้ยลง หลังค่อมจนเงยไม่ขึ้น ขาโก่งงอ หรือกระดูกหักง่าย ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากภาวะกระดูกพรุน คงไม่มีใครอยากมีอาการเช่นนี้ ดังนั้นควรมาดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการหลีกเลี่ยงบริโภคอาหารเหล่านี้

          ๑. อาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากเกินไป เพราะการกินโปรตีนที่มากเกินไปจะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ

          ๒. อาหารเค็มจัดหรือมีโซเดียมมาก เพราะเกลือโซเดียมที่มากเกินจะทำให้การดูดซึมของแคลเซียมจากลำไส้ลดลง ร่างกายจึงไม่่สามารถนำแคลเซียมมาใช้ได้ และยังทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมทางไตมากขึ้นด้วย

          ๓. น้ำอัดลม เพราะในน้ำอัดลมมีกรดฟอสฟอริกที่ทำให้เกิดฟองฟู่ การดื่มน้ำอัดลมมากทำให้สมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสเสียไป ร่างกายจึงจำเป็นต้องสลายแคลเซียมออกจากคลังกระดูก เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอสฟอรัสในเลือดสูงเกินไปจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต

          ๔. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เช่น เหล้า เบียร์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต เพราะแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมามากขึ้น

          นอกจากการกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงอาหารทำลายกระดูกข้างต้น อย่าลืมออกกำลังกายอย่างเหมาะสมควบคู่ไปด้วย

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน ก.พ.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........................................

                                                                                   แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

อาหารต้านโรคซึมเศร้า

 

          การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพซึ่งจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า มีดังนี้

          ๑. ผักใบเขียวเข้ม ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่มักขาดโฟลิก ซึ่งมีอยู่มากในผักใบเขียวเข้ม ได้แก่ ผักโขม ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักกาดเขียว ผักหวาน ตำลึง บรอกโคลี เป็นต้น

          ๒. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังมีสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม และใยอาหาร ช่วยสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันโรคเรื้อรัง ลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม และยังช่วยลดอาการเครียดได้เป็นอย่างดี

          ๓. ปลา ปลาหลายชนิดมีกรดไขมันโอเมก้า-๓ ซึ่งโอเมก้า-๓ คือ กรดไขมันดีที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก สมองจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้จัดการความคิดได้ดี ไม่เกิดความเครียดสะสม โดยปลาที่มีโอเมก้า-๓ สูง ได้แก่ ปลเแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาดุก ปลาช่อน ปลาจะละเม็ด ปลาสวาย และปลากระพงขาว เป็นต้น

          ๔. ถั่วเปลือกแข็ง เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ เฮเซลนัท แมคคาเดเมีย วอลนัท และพิสตาชิโอนั้นอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ กรดไขมันโอเมก้า-๓ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และป้องกันความเครียดได้ดี ช่วยให้ร่างการกระฉับกระเฉงมากกว่าซึมเศร้า

 

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน ก.พ.๖๓

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..........................................

                                                                                   แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)