บทความสุขภาพเดือน ก.พ.๖๓

ควันบุหรี่ก่อมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

        ดาวน์โหลด

            คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่าบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอด แต่ความจริงแล้วบุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งหลายชนิด  จากงานวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และพบมากเป็นอันดับ ๔ ของมะเร็งในผู้ชาย และพบได้น้อยกว่าในผู้หญิง มีการคาดการว่าในปี ค.ศ.๒๐๑๙ ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะรายใหม่จะเป็นผู้ชาย โดยมีอายุเฉลี่ยการเกิดโรคที่อายุ ๗๓ ปี เมื่อก่อนมีงานวิจัยระบุว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง ๒ เท่า แต่ล่าสุดพบว่าความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นเป็น ๔ เท่า งานวิจัยในปี ค.ศ.๒๐๑๑ พบว่าครั้งหนึ่งของจำนวนการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะทั้งในผู้หญิงและผู้ชายสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่

          ควันบุหรี่มีผลต่อปอดและอวัยวะอื่นๆ รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากเมื่อควันบุหรี่เข้าปอด และไปทำความเสียหายในระยะยาวให้กับปอดแล้ว สารต่างๆ ในควันบุหรี่ก็จะกระจายไปทั่วร่างกายทางกระแสเลือด ปกติไตของคนเราทำหน้าที่กรองเลือดวันละประมาณ ๑๔๐ ลิตรให้กลายเป็นปัสสาวะวันละ ๑-๒ ลิตร แล้วปัสสาวะก็ไหลจากไตทั้งสองข้างไปทางท่อไตสู่กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะกักน้ำปัสสาวะได้ประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ลบ.ซม. ก็จะส่งสัญญาณกระตุ้นให้ร่างกายปวดปัสสาวะ ในปัสสาวะมีของเสียสารพิษก่อมะเร็งจำนวนมาก สารก่อมะเร็งคือ อะครีลาไมด์ สารก่อมะเร็งจะสัมผัสกับระบบปัสสาวะเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นมะเร็งในระยะยาวได้ ด้วยเหตุนี้การสูบบุหรี่จึงทำให้เกิดมะเร็งตั้งแต่ปอดจนไปถึงระบบปัสสาวะ นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่เคยสูบบุหรี่ แต่เลิกแล้วก็ยังมีผลเสียมากว่าคนที่ไม่สูบ ๒ เท่า และคนสูบบุหรี่มือสองก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ส.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

ปลอดภัย จำได้ ไม่หลงลืม

          ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ปี ค.ศ.๒๐๑๖ ระบุถึงโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก ๕ อันดับแรก ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง อละโรคอัลไซเมอร์รวมทั้งโรคสมองเสื่อม จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราจึงควรหันมาใส่ใจเรื่อง “สุขภาพสมองให้มากขึ้น”

          เคล็ดลับสมองดี จำได้ ไม่หลงลืม

          - ได้รับสารอาหารที่ดีมีประโยชน์ เช่น โปรตีน พบได้ทั้งในพืชและเนื้อสัตว์ โปรตีนเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทมากมายหลายชนิด เช่น โดปามีน และนอร์เอพิเนฟริน ซึ่งช่วยให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัว อารมณ์ดี กระฉับกระเฉง ควรเลือกรับประทานโปรตีนจากอาหารที่หลากลหายเพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษสะสมจากการรับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน การบริโภคไขมัน แป้ง และน้ำตาลปริมาณมาก พร้อมกับการรับประทานโปรตีนจะทำให้ประสิทธิภาพของโปรตีนที่ได้นั้นลดลง วิตามิน อี หรือ Tocopherols พบมากในถั่ว มะม่วงเขียวเสวย และอะโวคาโด จากการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารที่มีวิตามิน อี มากมีผลช่วยลดอุบัติการณ์ของความจำเสื่อม นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มของผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ การรับประทานวิตามิน อี จะช่วยให้ฟังก์ชั่นการทำงานของสมองดีขึ้น วิตามิน บี โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามิน บี12 ซึ่งมีส่วนช่วยเรื่องประสาทและสมอง จึงช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ วิตามิน บี12 พบมากใน เนื้อสัตว์และไข่ แต่ไม่มีในพืช ดังนั้นผู้ที่งดเว้นเนื้อสัตว์อาจต้องรับประทานวิตามิน บี12 เสริม วิตามิน ดี ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้จากแสงแดด หรือได้รับจากอาหาร โดยแหล่งอาหารที่มีวิตามิน ดี เช่น เห็ด ไข่ ทูน่า แซลมอน ฯลฯ นอกจากตัวอย่างสารอาหารที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบันได้มีการวิจัยเกี่ยวกับสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องการทำงานของสมองอีกด้วย โดยสมุนไพรที่เห็นผลชัดเจนมีส่วนช่วยในเรื่องการทำงานของสมองคือ “พรมมิ” เป็นพืชขนาดเล็ก เลื้อยไปตามพื้นดินที่มีความชุ่มชื้นหรือมีน้ำขัง จากการวิจัยพบว่าในพรมมิมี “สารบาโคไซต์” ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น สำหรับผู้ที่ชอบรสขมอาจเลือกรับประทานเป็นยอดสดวันละประมาณ ๕-๑๐ ยอดก็ได้ แต่ถ้าไม่ชอบอาจเลือกรับประทานเป็นสารสกัดพรมมิในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

          ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย ๑๕๐ นาทีต่อสัปดาห์ ที่ระดับความหนักปานกลาง หรือเทียบได้กับการเดินหรือวิ่งในระดับความเร็ว ๔-๖ กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับผู้ที่มีปัญหาปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม อาจเลือกปั่นจักรยานแทนได้ โดยพบว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้ถึง ๕๐% เพียงปฏิบัติตามเคล็ดลับง่ายๆ นอกจากจะส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย ที่สำคัญคือ “ส่งผลดีต่อสมอง” ช่วยให้สมองแข็งแรง จำได้ ไม่หลงลืม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกยาวนาน

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ส.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ป้องกันก่อนไปเที่ยวที่ไหนก็สนุก

          ในแต่ละปีมีคนไทยเดินทางไปต่างประเทศประมาณ ๕ ล้านคนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ ๑๔,๐๐๐ คน ซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้งจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวก่อนเดินทาง เช่น หาโรงแรมที่พัก วางแผนการเที่ยว จัดเตรียมเสื้อผ้า อุปกรณ์สื่อสาร และสัมภาระจำเป็นต่างๆ แต่ยังมีอักสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ “การเตรียมตัวด้านสุขภาพ”        

          การเตรียมตัวด้านสุขภาพก่อนการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ผู้เดินทางควรศึกษาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปด้วยว่ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพด้านใดบ้าง เช่น โรคประจำถิ่น โรคติดต่อหรือโรคระบาดต่างๆ แมลงหรือพาหะนำโรคที่ต้องระวัง ภัยธรรมชาติ สภาพภูมิประเทศเป้นพื้นที่สูงที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแพ้ที่สูงหรือไม่ เป็นต้น

          - การเดินทางไปประเทศแถบแอฟริกา ควรปรึกษาแพทย์ถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนก่อนการเดินทาง เช่น วัคซีนไข้เหลือง ซึ่งเป็นวัคซีนที่นักเดินทางจำเป็นต้องได้รับก่อนเดินทางอย่างน้อย ๑๐ วัน และต้องมีสมุดรับรองการฉีดวัคซีนติดตัวไปด้วยเพื่อใช้ในการตรวจคนเข้าเมือง นอกจากนี้ควรระวังเรื่องโรคมาลาเรีย ควรระวังไม่ให้ถูกยุงกัดโดยการสวมใส่เสื้อผ้าแขนขายาว ใช้ยาทากันยุง รวมทั้งระวังไม่ให้แมลงอื่นๆ กัด เช่น แมลงวันเซทซี ซึ่งเป็นแมลงในทวีปแอฟริกา ดูดกินเลือดเป็นอาหาร และเป็นพาหะนำโรคไข้เหงาหลับ

          - การเดินทางไปประเทศแถบอเมริกาใต้ เช่น การไปเที่ยวมาซูปิกซู ประเทศเปรู ซึ่งเป็นพื้นที่สูง นักเดินทางจึงควรเตรียมตัวเรื่องภาวะแพ้ที่สูงไว้ด้วย และควรปรึกษาแพทย์ถึงวัคซีนที่ควรได้รับก่อนการเดินทาง เช่น วัคซีนไข้เหลือง วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งขอคำแนะนำถึงความจำเป็นในการใช้ยาป้องกันโรคมาลาเรียในกรณีที่จะเดินทางเข้าไปในพื้นที่ป่าหรือลุ่มแม่น้ำอเมซอน

          - การเดินทางไปประเทศอินเดีย เนปาล ควรระวังเรื่องโรคติดต่อทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ โดนเฉพาะโรคอุจจาระร่วงและโรคไทฟอยด์ และควรปรึกษาแพทย์ถึงวัคซีนที่ควรได้รับก่อนเดินทาง เช่น วัคซีนไทฟอยด์ วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบเอ วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค และระวังการติดเชื้อโรคมาลาเรีย เนื่องจากยังพบการติดเชื้อได้ในเขตเมือง

          ทั้งนี้นักเดินทางแต่ละคนจะมีรายละเอียดการเดินทางปลีกย่อยแตกต่างกัน เช่น โรคประจำตัว ระยะเวลา กิจกรรมที่จะไปทำ รูปแบบการเดินทาง จำนวนเพื่อร่วมทาง เป็นต้น ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อแพทย์ในการพิจารณาให้คำแนะนำแก่นักเดินทาง

          นอกจากการเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทาง การดูแลตนเองหลังกลับจากเดินทางท่องเที่ยวก็มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากบางท้องที่อาจมีโรคเฉพาะถิ่น ซึ่งนักเดินทางอาจติดโรคเหล่านั้นกลับมาได้ ดังนั้นหากมีอาการไม่สบายหลังกลับจากการเดินทาง เช่น มีไข้ ท้องเสีย มีผื่นผิวหนัง เป็นต้น ควรไปพบแพทย์พร้อมบอกรายละเอียดการเดินทางให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน ส.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิธีดูแลสุขภาพหูด้วยตัวเอง

          คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำวีการดูแลสุขภาพหูเพื่อป้องกันหูหนวกจากสาเหตุต่างๆ เช่น การติดเชื้อ หรือเยื่อแก้วหูอักเสบ ที่เราสามารถดูแลได้ง่ายๆ ดังนี้

          ๑. พยายามไม่แคะหู เพราะอาจดันขี้หูเข้าลึกด้านในจนเป็นเหตุให้แก้วหูทะลุได้ ถ้าจะแคะหูต้องทำเบาๆ และแคะเพียงตื้นๆ

          ๒. ระมัดระวังไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าหู

          ๓. ระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าหู เช่น ใช้ที่ครอบหูเมื่อจะว่ายน้ำ ใส่หมวกคลุมหูเมื่ออาบน้ำ

          ๔. ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่มีผลต่อเซลล์หูชั้นใน

          ๕. สั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะเป็นสาเหตุของหูอื้อ หรืออาจทำให้แก้วหูทะลุได้

          ๖. ระมัดระวังเรื่องเสียง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดัง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้เครื่องป้องกัน เพราะมีผลต่อแก้วหู อาจทำให้แก้วหูแตก ทะลุ และหูหนวกได้

          ๗. สังเกตการใช้ยาต่างๆ เพราะยาบางชนิดอาจก่ออาการแพ้ต่อประสาทหูได้ เช่น การได้ยินลดลง

          ๘. ทำความสะอาดใบหูหลังการอาบน้ำหรือว่ายน้ำด้วยผ้าสะอาดเสมอ โดยเฉพาะซอกหูด้านหลังซึ่งสะสมคราบไคลได้ง่าย

          ๙. เมื่อเกิดอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ ต้องสังเกตอาการทางหู โดยเฉพาะเกี่ยวกับการได้ยิน เพื่อรีบพบแพทย์

          ๑๐. เมื่อมีอาการผิดปกติต่างๆ ทางหูและการได้ยิน ควรรีบพบแพทย์

          การดูแลสุขภาพและการรักษาอนามัยของหูนั้นสำคัญ เพราะฉะนั้นอย่ามองข้าม มาเริ่มดูแลสุขภาพและรักษาอนามัยของหูกัน

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน ส.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

ซักผ้าด้วยน้ำร้อนช่วยกำจัดไรฝุ่น

          วิธีกำจัดไรฝุ่นอย่าง่ายๆ และได้ผลดี ดังนี้

          ๑. ใส่ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนลงในกะละมัง ควรใส่กะละมังแบบเคลือบแทนกะละมังพลาสติก

          ๒. ซักผ้าด้วยน้ำร้อน โดยเริ่มจากเทน้ำต้มเดือดอุณหภูมิ ๑๐๐ องศาเซลเซียส ราดลงไปบนผ้าให้ท่วม แช่ทิ้งไว้จนเย็นหรือนานประมาณ ๒๐ นาที

          ๓. ขยี้ผ้าให้ทั่วแล้วเทน้ำทิ้ง ไรฝุ่นทั้งตัวอ่อน ตัวแก่ ไข่ที่ตายแล้ว และเศษโปรตีนต่างๆ จะไหลไปกับน้ำ

          ๔. ซักผ้าตามปกติด้วยผงซักฟอกเพื่อชะล้างสารก่อภูมิแพ้ที่หลงเหลือออก จากนั้นซักล้างด้วยน้ำสะอาด ๒-๓ ครั้ง โดยขั้นตอนนี้สามารถซักด้วยมือหรือใช้เครื่องซักผ้าก็ได้

          ควบคุมโรคหืดได้ด้วยแบบประเมิน ACT

          โรคหืดเป็นโรคเรื้อรังและเกี่ยวข้องกับสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยในการดูแลตนเองและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ให้ได้มากที่สุด โดยเป้าหมายของผู้ป่วยไม่ใช่หายขาดจากโรคในทันที หากแต่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทยกำหนดเป้าหมายการรักษาผู้ป่วยโรคหืดไว้ ๕ ประการ ดังนี้

          ๑. สามารถควบคุมอาการของโรคให้สงบลงได้

          ๒. ป้องกันไม่ให้เกิดการกำเริบของโรค ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดของผู้ป่วยให้เท่ากับคนปกติ หรือให้ดีที่สุด

          ๓. สามารถดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติ

          ๔. หลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากยารักษาโรคหืดให้น้อยที่สุด

          ๕. ป้องกันหรือลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหืด

          เพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย จึงมีการพัฒนาแบบประเมินผลการควบคุมโรคหืด Asthma Control Test (ACT) ขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยทราบตนเองสามารถจัดการและควบคุมโรคหืดได้ดีเพียงใด การดูแลตนเองที่กำลังทำอยู่ถูกต้องเหมาะสมและสามารถช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้อาการของโรคหืดจะดีขึ้น แต่การปรับขนาดยายังต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ อย่าปรับยาหรือหยุดยาด้วยตนเอง นอกจากนี้ผู้ป่วยควรพกยาฉุกเฉินติดตัวไว้เพื่อบรรเทาอาการเมื่อโรคหืดกำเริบ หากมีอาการฉุกเฉินจะได้ช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน ส.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)