บทความสุขภาพเดือน ธ.ค.๖๒

ห่างไกลภาวะลมแดด

         ดาวน์โหลด

           ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำวิธีป้องกันและหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะลมแดดและเพลียแดด ดังนี้

          ๑. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานานในช่วงที่อากาศร้อนจัด ถ้าจะออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรเลือกทำในช่วงเช้าหรือเย็น

          ๒. แต่งกายให้เหมาะสม สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ไม่หนา ระบายอากาศดี สีอ่อน สวมหมวกหรือถือร่มกันแดด ใช้ครีมกันแดดที่มีค่าสูงกว่า SPF 30

          ๓. ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ก่อนออกกำลังกาย

          ๔. นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อนควรปรับตัว ๑-๒ สัปดาห์ ก่อนออกกำลังกาย เมื่อไปประเทศเมืองร้อน

          ๕. ผู้ที่มีโรคหรือกินยาต่อไปนี้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ยากันชัก ยาทางจิตเวชบางชนิด ยาลดน้ำมูก แก้หวัด ยาลดความดันโลหิตสูง และยาโรคหัวใจ

          ๖. ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ควรได้รับการดูแลเรื่องอุณหภูมอากาศไม่ให้ร้อนอบอ้าว และควรให้ได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ

แม้ภาวะนี้จะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่สามารถป้องกันได้ ถ้าหากทุกคนมีความตระหนักและรู้วิธีการป้องกัน

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

การดูแลสายตาในวัย ๔๐ ปีขึ้นไป

          ปัญหาสุขภาพดวงตาและสายตาเป็นเรื่องใหญ่ของคนวัย ๔๐ ปีขึ้นไป เพราะการมองเห็นที่ไม่ชัดเจนและสายตาพร่ามัวมาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดของช่วงวัยนี้ทำให้การทำงานหรือโครงสร้างของเนื้อเยื่อและอวัยวะทุกส่วนเสื่อมลง ทำให้เกิดภาวะ เช่น ตาแห้ง ตาพร่ามัว จอตาเสื่อม หรือรอยหมองคล้ำรอบดวงตา ซึ่งพบได้บ่อยในคนวัย ๔๐ ปีขึ้นไป ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้แนะนำแนวทางการดูแลดวงตาของคนในวัยนี้ ดังนี้

          ๑. เพิ่มสารอาหารที่สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพื่อแก้ไขปัญหาภูมิแพ้บริเวณรอบดวงตา เช่น ผัก ผลไม้ ตระกูลเบอร์รี่และวิตามินเอ

          ๒. ควรตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียดปีละครั้ง เพื่อตรวจสอบคุณภาพการทำงานของดวงตา

          ๓. ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ภาวการณ์เจ็บป่วยเรื้อรังส่งผลต่อสุขภาพดวงตาได้

          ๔. ใช้เทคนิคการประคบร้อน ช่วยลดอาการปวดดวงตา โดยการนำข้าวเปลือก ๑ ช้อนชามาห่อด้วยผ้าขาวบางใส่ไมโครเวฟให้เกิดความร้อนแล้วประคบดวงตาก่อนนอนทุกคืน จากนั้นนวดเปลือกตาเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดล้าจากการใช้สายตา

          ๕. ปรับไลฟ์สไตล์การนอนพักผ่อนให้ตรงเวลา และนอนให้ครบ ๘ ชั่วโมง เพื่อพักสายตาไม่ให้อ่อนล้าจากการใช้งานและให้เซลล์ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

          ๖. หลีกเลี่ยงสารเคมีอันตรายและมลพิษ ที่มีผลกระทบต่อการเสื่อสภาพของดวงตา

          อย่างไรก็ตาม หากมีอาการมองเห็นภาพเบลอหรือปวดบริเวณรอบดวงตา แสดงว่าเริ่มเข้าสู่ภาะดวงตาเสื่อม แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์หรือผู้ชี่ยวชาญทันที

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

ปรับพฤติกรรม ลดเสี่ยงโรคหัวใจ

          ข้อมูลจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกา ระบุว่า นอกจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้ความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้หญิงวัยทองเพิ่มขึ้น ได้แก่ ความดันโลหิตสูงขึ้น ระดับไขมันเลวเพิ่มขึ้น ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น ขณะที่ระดับไขมันดีลดลง ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจะง่ายกว่า

          โดยแนวทางที่สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกาแนะนำไว้ ดังนี้

          ๑. งดสูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีช่วงอายุอยู่ในระยะก่อนหมดประจำเดือน การสูบบุหรี่เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือด ลดรดับไขมันดี และทำให้ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดหัวใจลดลง เป็นสาเหตุให้เส้นเลือดหัวใจอุดตัน

          ๒. เลือกอาหารให้ถูก ได้แก่ ผักผลไม้ เป็นสัดส่วนที่มากที่สุด รองลงมาคือ ธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อปลา ถั่วต่างๆ ร่วมกับจำกัดปริมาณเนื้อสัตว์สีแดงและน้ำตาลที่อยู่ในอาหารกับเครื่องดื่มโดยไม่จำเป็น อย่าลืมลดปริมาณโซเดียมในอาหาร งดปรุงรสโดยไม่จำเป็น เพราะยิ่งลดปริมาณโซเดียมได้มากเท่าไร การควบคุมระดับความดันโลหิตก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ ลดเสี่ยงโรคหัวใจได้ในระยะยาว

          ๓. ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ เน้นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑๕๐ นาที ในกรณีที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ต้องออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓๐๐ นาที เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่านน้ำ เน้นการออกกำลังกายแบบปานกลาง เช่น การเดินเร็ว แต่ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง ในแต่ละครั้งทำอย่างน้อยครั้งละ ๑๕-๒๐ นาที แล้วค่อยๆ ลดระดับความเร็วลงเป็นคูลดาวน์อีก ๑๐ นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๕ วันก็เพียงพอ

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ช่วยลดเสี่ยงอัลไซเมอร์

          งานวิจัยล่าสุดจาก Rush University Medical Center สหรัฐอเมริกา ที่ศึกษากลุ่มตัวอย่างมากกว่า ๙๐๐ คน ที่มีอายุระหว่าง ๕๙-๙๘ ปี โดยให้กรอกรายละเอียดว่า กินอาหารอะไรบ้าง และทำแบบทดสอบประสิทธิภาพของสมอง พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่กินอาหารตามรายการดังต่อไปนี้ สมองทำงานดีกว่า ความเสื่อมน้อยกว่า และมีพัฒนาการทางสมองดีกว่าคนวัยเดียวกัน

          ๑. ผักใบเขียว ปริมาณที่แนะนำคือ อย่างต่ำวันละ ๒๐๐ กรัม และมาตรฐานคือ ๔๐๐ กรัมขึ้นไป

          ๒. ผักผลไม้หลากสี อย่างต่ำวันละ ๒๐๐ กรัม

          ๓. ถั่วต่างๆ แบ่งเป็นถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลทอนด์ วอลนัท มะม่วงหิมพานต์ กินครั้งละ ๓๕ กรัม แนะนำให้กินทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑๗๕ กรัม และถั่วในฝัก เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑๐๕ กรัม

          ๔. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑๖๐ กรัม กินครั้งละ ๘๐ กรัม ใส่ในสลัดหรือกินเป็นของว่าง ในประเทศไทยใช้ลูกหม่อน ลูกหว้า หรือผลไม้ที่มีสีม่วงแดง มีรสเปรี้ยวแทนเบอร์รี่ได้

          ๕. ธัญพืช เลือกชนิดไม่ขัดขาว ปริมารที่แนะนำคือ วันละ ๘๔-๑๐๐ ในกรณีที่ต้องการควบคุมน้ำหนักให้ลดปริมาณลงแล้วไปเพิ่มปริมาณผักใบเขียว ผักผลไม้หลากสีแทน

          ๖. ปลา กินทุกวันจะดี หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ปริมารที่แนะนำคือ ๕๐ กรัม

          ๗. น้ำมัน เลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน วันละ ๓-๔ ช้อนชา ผลวิจัยระบุว่า ผู้ที่ใช้น้ำมันมะกอกเป็นหลัก เป้นกลุ่มที่มีคะแนนแบบทดสอบการทำงานของสมองสูง

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

          การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือช่วยแก้ปัญหาโรคจมูกและไซนัสได้อย่างไรบ้าง และมีวิธีการอย่างไร ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า

          ประโยชน์ของการล้างจมูกถูกวิธี

          ๑. ช่วยชะลอน้ำมูกและหนอง ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัสที่ไม่สามารถระบายออกมาได้

          ๒. ช่วยลดปริมาณเชื้อโรค สารก่อภูมิแพ้ในโพรงจมูก ทำให้จมูกโล่งขึ้นและบรรเทาอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล

          ๓. ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาพ่นจมูกร่วมด้วย การล้างจมูกก่อนพ่นยาจะช่วยให้ยาสัมผัสกับเยื่อบุจมูกได้มากขึ้นส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

          ๔. ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหรือฉายแสงบริเวณโพรงจมูกหรือไซนัส การล้างจมูกจะช่วยชะลอคราบสะเก็ดแผลและคราบสกปรกออกมา ป้องกันการเกิดพังผืดในโพรงจมูกได้

          ขั้นตอนการล้างจมูกที่ถูกวิธี

          ๑. อุ่นน้ำเกลือก่อนล้างจมูกเสมอ

          ๒. เตรียมภาชนะที่จะมารองรับน้ำที่จะไหลออกมาจากทางจมูกหรือปาก

          ๓. ใช้ลูกยางแดงหรือกระบอกฉีดยาดูดน้ำเกลือขึ้นมา ให้ทดสอบกับบริเวณหลังมือก่อน โดยน้ำเกลือจะต้องอุ่นในระดับที่หลังมือของเราทนได้

          ๔. ใส่ปลายของลูกยางแดงหรือกระบอกฉีดยาเข้าไปในโพรงจมูกข้างที่จะล้าง

          ๕. อ้าปาก หายใจเข้าเต็มที่และกลั้นหายใจ

          ๖. ค่อยๆ ดันน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูก รอจนน้ำเกลือไหลออกมาจากจมูกอีกข้างหนึ่งหรือทางปากให้หมดก่อน หลังจากนั้นจึงหายใจตามปกติ

          โดยทั่วไปแล้วแนะนำให้ล้างจมูกจนกว่าจมูกจะโล่ง อย่างไรก็ตาม ในการล้างจมูกก็มีข้อควรระวัง โดยที่พบบ่อยคือ หลายคนจะไม่อุ่นน้ำเกลือก่อนล้างจมูก ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เราควรใช้น้ำเกลือที่อุ่นในการล้างจมูก เพราะอุณหภูมิที่อุ่นจะทำให้เยื่อจมูกยุบตัวลง ส่งผลให้หายใจได้โล่งขึ้น และในขณะที่เราดันน้ำเกลือเข้าไปในโพรงจมูกจะต้องกลั้นหายใจไว้ตลอดเวลา มิเช่นนั้นจะเกิดการสำลักน้ำเกลือเข้าไปในกล่องเสียงและหลอดลมได้

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)