บทความสุขภาพเดือน พ.ย.๖๒

อยู่อย่างสุขใจ.....ไม่ปวดข้อ

ดาวน์โหลด

ข้อเสื่อม เป็นภาวะที่เกิดจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น สัญญาณเตือนเบื้องต้นคือ เริ่มรู้สึกว่าข้อฝืด และจะมีอาการฝืดมากขึ้น หากเป็นมากขึ้นข้อจะเริ่มมีอาการอักเสบเล็กน้อยทำให้เกิดอาการเมื่อยจนถึงปวด

หลักการดูแลข้อ

เมื่อเกิดข้อเสื่อม กล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อที่เสื่อมจะมีอาการปวดตึงและแข็งเกร็ง ซึ่งในการดูแลข้อเสื่อมนั้นเราสามารถใช้วิธีประคบร้อน-ประคบเย็นช่วยได้ โดยมีหลักการคือ ถ้าปวดเมื่อยให้ใช้วิธีประคบร้อน ถ้าปวดข้อเนื่องจากการใช้งานหนักให้ใช้วิธีประคบเย็นตรงบริเวณที่ปวดประมาณ ๕-๑๐ นาที แล้วขยับข้อเบาๆ ทำแบบนี้ต่อเนื่อง ๒-๓ วัน จะช่วยลดการอักเสบได้

          อย่างไรก็ตาม “ควรใช้งานข้ออย่างเหมาะสม” เพราะการใช้งานข้อที่มากเกินไปหรือใช้งานในลักษณะที่ผิดรูปแบบจะทำให้เกิดข้อเสื่อมได้ สิ่งสำคัญในการดูแลข้ออีกอย่างหนึ่งก็คือ “การออกกำลังกาย” เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อต่างๆ แข็งแรงขึ้น ช่วยในการปกป้องข้อได้ สำหรับการใช้อุปกรณ์เสริม เช่น อุปกรณ์รัดหรือเครื่องช่วยพยุงข้อ มีประโยชน์ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง เช่น ใช้เฉพาะกรณีที่ต้องเดินในระยะทางไกลๆ ไม่ควรใส่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง ส่งกระทบต่อข้อได้ ในกรณีที่บริหารข้อนั้นๆ นานกว่า ๖ สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยา ซึ่งมียาหลายกลุ่มที่ใช้รักษาภาวะข้อเสื่อม เช่น ยาแก้ปวด และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น ยากลุ่มกลูโคซามีนซัลเฟต ช่วยซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า คอลลาเจนชนิดที่ ๒ ซึ่งเป้นคอลลาเจนบำรุงกระดูก สามารถลดอาการข้อเสื่อมได้ สำหรับอาหารที่เป็นแหล่งของคอลลาเจนชนิดนี้ ได้แก่ เอ็นไก่ตุ๋น

          ข้อเสื่อมเป็นภาวะที่รักษาไม่หายขาด แต่ถ้าดูแลข้อได้ดี เราก็สามารถมีชีวิตสดใสห่างไกลจากอาการปวดข้อเสื่อม

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน เม.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

ประโยชน์ของการเดิน

          เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก

          การเดินทำให้กล้ามเนื้อทั้งร่างกายเคลื่อนไหว

          - กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อสะโพก ที่ต้องรับน้ำหนัก

          - กล้ามเนื้อลำตัว กล้ามเนื้อคอ ต้องเกร็งตัวให้ร่างกายทรงตัว

          - กล้ามเนื้อไหล่ กล้ามเนื้อแขน ต้องเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติสัมพันธ์กับการเดิน

          - กล้ามเนื้อหน้าอก กล้ามเนื้อกะบังลมต้องขยายตัวเพื่อหายใจได้ลึกขึ้น

          การเดินจะมีแรงกระทำต่อกระดูกตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้มีการสร้างมวลกระดูก ลดการทำลายมวลกระดูก ทำให้กระดูกแข็งแรง ชะลอภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ การเดินยังทำให้ข้อต่างๆ ได้เคลื่อนไหว เป็นการบริหารข้อให้มีความยืดหยุ่นและแข็งแรง

          เพิ่มการใช้พลังงาน หากเดิน ๑๐,๐๐๐ ก้าวต่อวัน มีการใช้พลังงาน ๕๐๐ กิโลแคลอรี่ สัปดาห์หนึ่งจะใช้พลังงาน ๓,๕๐๐ กิโลแคลอรี่ หาก้รากินอาหารเท่าเดิม การเดินทุกวันมีส่วนในการลดน้ำหนักตัว จากการใช้พลังงานนี้ ส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควบคุมระดับไขมัน การเดินออกกำลังกายช่วยลดระดับไขมันตัวร้าย แต่เพิ่มระดับไขมันตัวดี ผลจากการลดไขมันตัวร้ายทำให้ความดันโลหิตสูงลดลง และมีผลดีต่อเนื่องในการป้องกันภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ หลอดเลือดสมองตีบ

          สุขภาพจิตดีขึ้น การที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว การเดินเป็นการทำให้ระบบประสาทต่างๆ ตื่นตัว ประสาทสัมผัส ระบบประสาทการทรงตัว การใช้สายตา หูฟัง หากเดินติดต่อกันเป็นเวลานานพอสมควรร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนเดอร์ฟิน ทำให้จิตใจสบายมีความสุข

          มีผลการศึกษาพบว่า คนที่เดินอย่างสม่ำเสมอวันละ ๑๐,๐๐๐ ก้าว จะนอนหลับสนิท ตื่นเช้า มีสมาธิในการทำงาน ความเครียดลดลง

จากนิตยสาร หมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

หูหนวก-หูตึง

          ผู้สูงอายุกับการหูตึงมักจะไปด้วยกันเสมอ บางครั้งหูตึงมากจนหูหนวก การที่หูตึงบางครั้งค่อยๆ เป็นตามอายุจนสังเกตเห็นได้ยาก

          ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้แสดงว่าหูตึง คือ

          - สังเกตว่าคนที่คุยด้วยพูดไม่ชัด เสียงอู้อี้ จนทำให้ต้องขอให้เขาพูดซ้ำ

          - พบว่าท่านลำบากที่จะเข้าใจการพูด ถ้าในขณะพูดมีเสียงเพลงหรือเสียงวิทยุดังในระหว่างนั้นด้วย

          - ท่านได้รับคำเตือนหรือมีคนบอกว่า “พูดดังเกินไป”

          - ท่านไม่ค่อยได้ยินเสียงโทรศัพท์ดัง ในขณะที่คนอื่นได้ยิน

          - เพื่อนบ้านบ่นว่าท่านเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ดังเกินไป

          สาเหตุ ถ้าพบว่าการได้ยินเสียงเสียไปจากปกติควรปรึกษาแพทย์ โดยทั่วไปสาเหตุที่พบบ่อยคือ มีขี้หูในรูหูมาก และอุดแน่นเกินไป บางคนจะเสียการได้ยินเฉพาะเสียงสูงๆ ซึ่งเป้นธรรมดาสำหรับผู้สูงอายุ สาเหตุอื่นอาจเกิดจากแก้วหูแตก ฉีกขาด หรืออาจเกิดจากโรคของหูชั้นกลาง หรือหูชั้นใน สาเหตุเหล่านี้แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย

          ข้อแนะนำเมื่อการได้ยินลดลง

          - เวลาพูดกับใครให้มองดูหน้า สังเกตริมฝีปาก และดูการแสดงสีหน้า ท่าทาง จะเป็นแนวให้รู้เรื่องที่เขาพูด

          - ขอให้คนอื่นพูดเสียงดังขึ้น ถ้าท่านได้ยินไม่ชัดเจน หรือบอกให้ลดเสียงลงเพราะบางคนรู้ว่าท่านหูตึงจึงตั้งใจพูดเสียงดังเกินไป

          - ใช้เครื่องช่วยฟังถ้าแพทย์แนะนำ โดยให้แพทย์แนะนำชนิดที่ควรใช้ เพราะเครื่องช่วยฟังมีหลายชนิด

          - ถ้าหูของท่านตึงมากและเครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้ ท่านอาจต้องเรียนหรือฝึกที่จะเข้าใจการพูดโดยดูริมฝีปากซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก

จากนิตยสาร หมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน ธ.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

สัญญาณเตือนภาวะขาดสารอาหาร

          ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า กลุ่มสังคมเมืองใหญ่หรือสังคมเมืองหลวงมีหลายคนประสบปัญหาขาดสารอาหารจนทำให้เกิดอาการผิดปกติที่แสดงออกมา ดังนี้

          ๑. ผมร่วง ผมไม่เงางาม มักเกิดจากการขาดสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินบีต่างๆ สังกะสี วิตามินเอ วิตามินอี และโอเมก้า-3

          ๒. อาการคันที่ผิวหนัง ผิวหนังแห้งลอก มักพบว่าสัมพันธ์กับผิวที่แห้งและไวต่อสิ่งเร้า เกิดจากการขาดวิตามินอีและโอเมก้า-3

          ๓. กระดูกพรุน กระดูกบาง มักพบในรายที่ขาดแคลเซียมและวิตามินดี

          ๔. หลงลืมง่าย อาการหลงลืมง่ายมัดมีความสัมพันธ์กับระดับวิตามินบีรวมในร่างกาย บางครั้งอาจมีความสัมพันธ์กับระดับโฮโมซีสเทอีนที่มากเกินไป ควรเสริมด้วยวิตามินบี 6 กรดโฟลิก และวิตามินบี 12

          ๕. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย มักพบในรายที่ขาดวิตามินบีต่างๆ ธาตุเหล็ก แร่ธาตุโซเดียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม

          ๖. ท้องผูก มักพบความสัมพันธ์กับการรับประทานเส้นใยจากพืชผักน้อยเกินไป และมีความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารซึ่งเราสามารถเติมจุลินทรีย์ชนิดที่ดีได้

          ใครที่มีอาการดังที่กล่าวมา ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อดูแลสุขภาพให้ห่างไกลภาวะขาดสารอาหาร และควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

จากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

วิธีป้องกันผู้สูงอายุล้ม

ในทุกๆ ปีจะมี ๑ ใน ๔ ของผู้สูงอายุเกิดการล้ม และนำไปสู่การบาดเจ็บตั้งแต่พิการไปจนถึงเสียชีวิต (ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี) แม้ว่าการล้มจะไม่ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรง แต่อาจทำให้ผู้สูงอายุกลัว ไม่กล้าที่จะทำกิจกรรมต่างๆ และนำไปสู่ภาวะถดถอยในที่สุด ถ้าคุณมีพ่อแม่หรือญาติสูงวัยที่ต้องดูแล การช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เขาเหล่านั้นมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

          ๑. หมั่นสังเกตอาการข้างเคียงจากยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ เพราะยาบางชนิดมีผลต่อการทรงตัว หากยาชนิดที่รับประทานอยู่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ต้องรีบปรับเปลี่ยนการทำกิจวัตรประจำวันเพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการลื่นล้ม

          ๒. ตรวจเช็กการมองเห็นของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง เพราะวัยที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อความคมชัดของภาพ ระยะมองเห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จึงทำให้เกิดการกะระยะพลาด ทำให้สูญเสียการทรงตัวและหกล้ม

          ๓. เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วยการเดิน การว่ายน้ำ ไท้เก๊ก หรือจะเป็นการออกกำลังกาย โดยการฝึกร่วมกับจังหวะดนตรี เพราะจากการวิจัยพบว่า การออกกำลังกายแนวนี้ทำให้ผู้สูงอายุมีการทรงตัวดีขึ้น

          ๔. ปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เหมาะสม รองเท้าควรหนาไม่น้อยกว่า 0.75 ซม. เพื่อให้รองเท้าเกาะติดพื้นได้ดี

          ๕. จัดบ้านให้ปลอดภัย ไม่มีสิ่งกีดขวาง เริ่มตั้งแต่ทางเข้า ประตูเข้า-ออก ติดราวจับบันได ปรับพื้นลาด รื้อพื้นที่กีดขวาง ห้องนอนต้องมีไฟส่องนำทางสายตา เพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้ม

          ๖. แสงสว่างต้องเพียงพอ ในบ้านต้องมีไฟสว่างตามจุดสำคัญ อาจติดตั้งหลอดไฟบริเวณมุมมืดที่เดินผ่านบ่อยๆ โดยปุ่มสวิตซ์อยู่ใกล้มือเอื้อม มีอุปกรณ์เครื่องเรือนเท่าที่จำเป็น และต้องแข็งแรงมั่นคง อยู่สูงจากพื้น มองเห็นได้ง่าย ไม่ย้ายที่บ่อยๆ

          ๗. มีอุปกรณ์ช่วยพยุง กันล้ม เช่น ราวจับในห้องน้ำ ผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการหกล้ม ต้องพยายามใช้อุปกรณ์ที่ช่วยการเดิน เช่น คอกอะลูนิเนียม ๔ ขา ไม้เท้า ตลอดจนการปรับพฤติกรรมส่วนบุคคล เช่น ลุกขึ้นยืนช้าๆ เสมอ

          การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เป็นผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข

จากนิตยสาร หมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน พ.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)