บทความสุขภาพเดือน ต.ค.๖๒

ดาวน์โหลด

ไข้หวัดใหญ่ ติดต่อง่าย แต่ป้องกันได้

โดยสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในปี ๒๕๖๒ ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค สำนักโรคติดเชื้อทั่วไป กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม-๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ มีรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศจำนวน ๑๖๗,๓๗๗ ราย คิดเป็นอัตราป่วย ๒๕๒,๔๕ ต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต ๑๓ ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ ๐.๐๑ จำนวนผู้ป่วยสะสมในภาพรวมพบว่าสูงกว่าค่ามาตรฐานและสูงกว่าปีที่ผ่านมา

          ทั้งนี้เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะของผู้ป่วย สามารถแพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆ ได้ง่าย เช่น การไอหรือจาม หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยบางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก ในผู้ใหญ่อาจแพร่เชื้อได้นานประมาณ ๓-๕ วัน นับจากวันที่เริ่มป่วย ในเด็กเล็กสามารถแพร่เชื้อได้นานกว่าผู้ใหญ่ อาจพบได้ ๗-๑๐ วัน ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค ได้แก่ โรคปอดอักเสบ และโรคสมองอักเสบ

          วิธีป้องกันการติดเชื้อและแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่

          ๑. การปิดปาก ปิดจมูกเมื่อ ไอหรือจาม โดยใช้กระดาษทิชชู่ หรือสวมหน้ากากอนามัย

          ๒. ล้างมือบ่อยๆ ก่อนรับประทานอาหาร หลังไอ จาม สั่งน้ำมูก จับต้องสิ่งของหรือพื้นผิวที่มีคนสัมผัส

          ๓. เลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่มีอาการป่วย มีไข้ ไอ จาม เลี่ยงสถานที่ที่คนหนาแน่น (โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด)

          ๔. หยุดงาน หยุดเรียน หยุดกิจกรรมกับผู้อื่นเมื่อป่วย เพื่อให้หายป่วยเร็วและไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น

          ๕. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อสร้างภูมิต้านทานและลดโอกาสเสี่ยง ซึ่งการได้รับวัคซีนเป็นหนึ่งวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันเนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงทุกปี

จากนิตยสารชีวจิต ฉบับประจำเดือน ต.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

มะเร็งลำไส้ใหญ่ รู้เร็ว รักษาได้

          โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่คือ มะเร็งที่เกิดกับส่วนใดส่วนหนึ่งในลำไส้ใหญ่ โดยเริ่มตั้งแต่ส่วนที่ต่อจากลำไส้เล็กไปจนถึงส่วนปลายที่ติดกับทวารหนัก มะเร็งชนิดนี้มักพบในผู้สูงอายุ ดังนั้นผู้สูงอายุควรสังเกตอาการผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ ดังนี้

          ๑. มีอาการท้องผูก สลับท้องเสีย มีเลือดออกปนมากับอุจจาระหรือถ่ายเป็นมูกเลือด

          ๒. อุจจาระมีขนาดเล็กลง

          ๓. รู้สึกอึดอัดและแน่นท้อง มีอาการปวดเกร็งท้องเรื้อรัง

          ๔. คลำพบก้อนผิดปกติบริเวณช่องท้องส่วนล่าง

          ๕. น้ำหนักลดอย่างไม่มีสาเหตุ

          ๖. ซีด มีอาการเหนื่อยและอ่อนเพลีย เนื่องจากมีการเสียเลือดในลำไส้เป็นเวลานาน

          สาเหตุ ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่พบปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดโรค ดังนี้

          - การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยหรือมีปริมาณแคลเซียมน้อย ทำให้เกิดอาการท้องผูกและท้องเสียบ่อย

          - มีประวัติคนในครอบครัวเป้นมะเร็งลำไส้มาก่อน

          - คลำพบก้อนผิดปกติบริเวณช่องท้องส่วนล่าง

          - การรับประทานอาหารที่มีไขมันในปริมาณสูง

          - ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายและตกค้างที่ลำไส้

          - เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณลำไส้เกิดการเสื่อสภาพ สูญเสียความยืดหยุ่นทำให้เลือดไม่สามารถเข้าไปเลี้ยงบริเวณลำไส้ได้อย่างเพียงพอ

          อย่างไรก็ตามหากมีการเฝ้าระวังและมีวิธีป้องกันที่ดี

จากนิตยสารชีวจิต ฉบับประจำเดือน ต.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

โรคหลอดเลือดสมองรู้ทัน ป้องกันได้

          ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เผยคนไทยป่วยตายด้วยโรคหลอดเลือดสมองเป็นอันดับ ๑ ของประเทศ และเป็นสาเหตุให้คนไทยพิการและเสียชีวิต ปัจจุบันป้องกันได้โดยลดปัจจัยเสี่ยงและรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

          อาการแสดงของโรคนี้มักเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและทันทีทันใด โดยให้สังเกตอาการที่เกิดขึ้น ดังนี้

          - หน้าเบี้ยว หรือปากเบี้ยว                                                - แขน ขา อ่อนแรง

          - พูดไม่ชัด พูดไม่ออก พูดไม่รู้เรื่อง พูดผิดปกติ ลิ้นแข็ง                  - เกิดขึ้นทันที ทันใด

          โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น ๒ ชนิด ได้แก่

          ๑. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน พบประมาณร้อยละ ๘๐ มักพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน สูบบุหรี่ ไขมันในเส้นเลือดสูง หรือมีลิ่มเลือดมาอุดตันหลอดเลือดสมอง ในรายที่เป็นโรคหัวใจ     บางชนิด เช่น ลิ้นหัวใจพิการ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือผู้ที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด และสาเหตุอื่นๆ เช่น หลอดเลือดอักเสบจากโรคภูมิต้านทานผิดปกติ จากยาเสพติด การได้รับความกระทบกระเทือนที่หลอดเลือด

          ๒. โรคหลอดเลือดสมองแตกหรือเลือดออกในสมอง พบประมาณร้อยละ ๒๐ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานและควบคุมได้ไม่ดี เมื่อมีภาวะหลอดเลือดสมองแตกทำให้มีเลือดออกในเนื้อสมองหรือ  ชั้นใต้เยื่อหุ้มสมอง เกิดภาวะสมองขาดเลือดและสูญเสียการทำงานเฉียบพลัน ผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงอาการข้างเคียงที่พบได้ เช่น ชาครึ่งซีก ตาข้างใดข้างหนึ่งมองไม่เห็น หรือมองเห็นภาพครึ่งซีกของลานสายตา หรือเห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและหมดสติ แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อลดความเสียหายต่อสมอง และรักษาชีวิตผู้ป่วย

          การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ทำได้โดย

          -การควบคุมรักษาปัจจัยเสี่ยงของโรคอย่างสม่ำเสมอ เช่น ควบคุมความดันโลหิตให้น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ควบคุมการเต้นของหัวใจ ระดับไขมัน และระดับน้ำตาล

          -งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด และงดดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก

          -รับประทานผัก และผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หวานจัด และอาหารที่มีไขมันสูง

          -ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย ๓๐-๔๐ นาทีต่อวัน จำนวน ๓-๕ ครั้งต่อสัปดาห์

          -พบแพทย์ตามนัด และรับประทานยาสม่ำเสมอ

          ถ้ามีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ควรรอดูอาการ ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน เม.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อุดหูนอนดีไหม

การนอนหลับเป็นเรื่องสำคัญต่อสุขภาพ การนอนหลับดีทำให้สมองได้พักผ่อน ช่วยลดภาวะสมองเสื่อม มีผลต่อสุขภาพกายและจิตใจ ช่วยลดภาวะซึมเศร้า ช่วยลดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ฯลฯ บางคนมีห้องนอนอยู่ใกล้ที่มีเสียงดังจึงทำการอุดหูด้วยสำลี ฟองน้ำ หรือที่อุดหู ซึ่งการอุดหูจะมีอันตรายต่อหูหรือไม่

โดยปกติจะมีขี้หูซึ่งผลิตโดยต่อมในช่องรูหูภายนอกใกล้บริเวณที่เราเสียบเครื่องอุดหู ต่อมนี้จะผลิตสารเหลวเหนียวคล้ายขี้ผึ้งซึ่งค่อยๆ เคลื่อนออกมาทางรูหูและออกจากหู มีหน้าที่ช่วยป้องกันเสียงดัง ฝุ่น แมลง       เชื้อแบคทีเรีย ไวรสั หรือเชื้อราเข้าหู ถ้าขี้หูแข็งหรือหนาจะทำให้รูหูแคบหรือตัน ทำให้มีปัญหาในการได้ยิน การใส่เครื่องอุดหูอาจจะทำให้ขี้หูโดนดันเข้าข้างใน ถ้าทำประจำจะมีผลทำให้ขี้หูเข้าไปกองคั่งค้าง ไม่มีทางออกตามธรรมชาติ ทำให้การได้ยินลดลง บางคนจะมีเสียงดังในหู หรือหูอื้อ แพทย์จะส่องกล้องเข้าไปเพื่อเอาขี้หูออก หรืออาจต้องใช้สารเหลวเข้าไปทำให้ขี้หูชุ่มนุ่มแล้วเอาออก ควรหลีกเลี่ยงการแคะหูเองหรือให้ช่างตัดผมแคะ เพราะอาจจะทำให้แก้วหูทะลุ อีกอย่างหนึ่งการใช้เครื่องอุดหูอาจจะทำให้เชื้อโรคคั่งค้างทำให้หูติดเชื้อ สิ่งที่ควรปฏิบัติสำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้ที่อุดหูคือ ต้องทำความสะอาด (เช่น ใช้แอลกอฮอล์) สำหรับที่อุดหู เช่น สำลี ควรทิ้งหลังใช้ เครื่องอุดหูที่ใช้หลายครั้งนอกจากากรใส่ใจเรื่องทำควาสะอาดแล้ว ยังควรเก็บไว้ในที่แห้งและสะอาด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ถ้าจะให้ดีไม่ควรใช้เครื่องอุดหู แต่ใช้เครื่องครอบหู (ไม่ต้องเสียบรูหู) แทนจะดีที่สุด

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน เม.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 

 

 

 

 

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือเป็นหวัด

          ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) มากที่สุดเป็นอันดับ ๑ ในเอเชีย โดยคิดเป็นร้อยละ ๔๖ ของประชากรไทยทั้งหมด แต่อาจมีบางคนสงสัยว่าอาการป่วยที่กำลังเป็นคือ อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือเป็นอาการของโรคหวัดกันแน่ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคหวัดเป็นโรคที่พบร่วมกันได้บ่อย ซึ่งทั้ง ๒โรคนี้มีอาการหลายอย่างที่คล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่สามารถสังเกตได้ดังนี้

                                      โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

อาการ คัดจมูก            จาม น้ำมูกไหล (อาจพบอาการไข้ในกรณีที่เป็นภูมิแพ้ และมีหวัดแทรกซ้อน)

การเกิดอาการ             เกิดอาการเมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

ระยะเวลาการเกิดอาการ  คงอยู่ตลอด

                                                โรคหวัด

อาการ                     อาจมีไข้และเมื่อยตัว

การเกิดอาการ             อาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในเวลา ๑-๒ วัน

ระยะเวลาการเกิดอาการ  หายภายใน ๑ สัปดาห์

อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้มีขอบตาล่างคล้ำ เนื่องจากการคัดจมูกเป็นวลานานส่งผลให้เส้นเลือดฝอยคั่งบริเวณใต้ตา จึงทำให้ขอบตาคล้ำ

อาการ คันจมูก จามติดต่อกัน น้ำมูกใส คัดแน่นจมูก

หากมีอาการตั้งแต่ ๒ ข้อขึ้นไป และเป้นนานกว่า ๑ ชั่วโมงในแทบทุกวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เพราะมีความเป้นไปได้ว่าคุณอาจจะเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ซึ่งนอกจากอาการเหล่านี้แล้ว ยังอาจมีอาการอื่นๆ ที่อาจพบร่วมในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ได้แก่ โรคภูมิแพ้อื่นๆ (เช่น ภูมิแพ้ทางตา ผิวหนัง) โรคหืด ความสามารถในการรับกลิ่นลดลง นอนกรน น้ำมูกไหลลงคอ คันคอ ไอเรื้อรัง หูอื้อหรือมีเสียงในหู เป็นต้น เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยในคนไทยคือ ไรฝุ่น ซึ่งมักพบในห้องนอน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการในตอนกลางคืน ส่งผลต่อคุณภาพการนอนและการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงควรหมั่นสังเกตตัวเองว่ามีอาการดังที่กล่าวมาหรือไม่ เพื่อที่จะได้ไปพบแพทย์ และรับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน เม.ย.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)