บทความสุขภาพเดือน ส.ค.๖๒

 กินเนื้อหมูดิบมีโอกาส “หูดับ”

      ดาวน์โหลด

  แต่ละปีพบว่ามีผู้ป่วย “หูดับ” จากการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ มากกว่า ๑๐๐ ราย และส่วนใหญ่พบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

          หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเกี่ยวกับอาการหูดับ ดังนี้

          หูดับ คือ อาการศูนย์เสียการได้ยินฉับพลันทันที ทำให้ไม่ได้ยินเสียงและเกิดขึ้นทันที โดยจะเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้

          สาเหตุของอาการหูดับ ได้แก่

          - เนื้องอกกดทับเส้นประสาท

          - การขาดเลือดไปเลี้ยงจากปฏิกิริยาทางภูมิต้านทานจากพิษของยา

          - การติดเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อย คือ เชื้อสเตปโตค็อกคัส ซูอิส เป็นเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในหมู มีผลทำให้  หูดับ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

          เชื้อจากหมูติดต่อสู่คนได้อย่างไร

          - ทางบาดแผลโดยการสัมผัสหมูที่ป่วยหรือมีเชื้อแบคทีเรียฯ

          - การกินเนื้อหมูสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบหมูที่ไม่สุก

          ป้องกันหูดับได้อย่างไร

          - หลีกเลี่ยงการกินเนื้อหมูดิบ หรือปรุงสุกๆ ดิบๆ หรือหมูที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

          - ปรุงหมูให้สุกด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ ๗๐ องศาเซลเซียสขึ้นไป

          - เลือกซื้อเนื้อหมูจากสถานประกอบการที่สะอาดและเชื่อถือได้

          - ผู้เลี้ยง และผู้ชำแหละหมู หากมีบาดแผลควรปิดแผล และสวมถุงมือขณะสัมผัส

          เรื่อง “หมูๆ” ถ้าขาดความระมัดระวังก็มีหวัง “หูดับ” ฉับพลันได้

จากนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

โรคไหลตายภัยเงียบที่อาจตายได้ไม่รู้ตัว

          สาเหตุ

          - เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของกล้ามเนื้อหัวใจแต่กำเนิด

          - ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลันและเสียชีวิต

          ปัจจัยเสี่ยง

          - มีไข้สูง                                                 - ดื่มแอลกอฮอล์

          - ใช้ยานอนหลับ                                        - ใช้สารเสพติด

          - กินอาหารประเภทแป้งมากเกินไป และอาหารที่มีรสเค็มจัด ทำให้ขาดโพแทสเซียม

          การสังเกตความเสี่ยง

          ๑. มีประวัติญาติเสียชีวิตจากโรคไหลตาย

          ๒. สังเกตการนอนว่า ขณะหลับมีการหยุดหายใจหรือไม่

          ๓. ตรวจสุขภาพและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

          การป้องกัน

          - หากมีไข้สูงควรใช้ยาลดไข้

          - หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

          - รับประทานผักและผลไม้สม่ำเสมอ

          - หากมีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจให้ฝังเครื่องกระตุกหัวใจ

จากนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 สังคมก้มหน้ากับสุขภาพดวงตา

          “สังคมก้มหน้า” เป็น โรคของคนยุคใหม่ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะทำให้เราตามทันโลก แต่ก็ทำให้ระบบของชีวิตปั่นป่วน จนเกิดปัญหาสุขภาพตามมา ได้แก่ ปัญหาสายตา เช่น ปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า สายตาสั้น และผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น อาการปวดหัว ปวดหลัง และเมื่อยคอ

          รู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคสังคมก้มหน้า” ลองสังเกตตัวเองว่าเมื่อใดก็ตาม

          - เริ่มมีวิตกกังวล กระสับกระส่าย เพราะหาโทรศัพท์ไม่เจอ

          - รู้สึกไม่ดีเมื่อแบตเตอรี่กำลังจะหมด

          - รู้สึกปวดตาหรือแสบตาเมื่อต้องเจอแสง

          - รู้สึกปวดหัว และปวดคออย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ

          แสดงว่ามีโอกาสที่จะเป็นโรคสังคมก้มหน้า

          ทุกคนสามารถถนอมดวงตาด้วยตัวเอง ดังนี้

          - ไม่ใช้งานโทรศัพท์นานๆ ขณะอยู่บนยานพาหนะ            

- หมั่นเปลี่ยนท่าทาง เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ

          - หากสายตาผิดปกติ ควรสวมแว่นที่เข้ากับค่าสายตา         

- พักสายตาทุก ๒๐-๓๐ นาที เพื่อลดการระคายเคือง

          - เว้นระยะห่างจากหน้าจอประมาณ ๔๐-๕๐ เซนติเมตร

- ปรับความสว่างหน้าจอให้สบายตา ไม่สว่างจ้าเกินไป

          - กินอาหารบำรุงสายตา และดื่มน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา

          - ไม่ฝืนอ่านตัวอักษรที่ขนาดเล็กเกินไป

          - กะพริบตาบ่อยๆ ป้องกันตาแห้ง

          ไม่ควรใช้งานโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานานเกินไป แต่ควรสลับไปทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อถนอมดวงตา เช่น ออกกำลังกาย ทำงานบ้าน พูดคุยกับคนในครอบครัวและเพื่อนบ้าน

จากนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

เครื่องตรวจลมหายใจอาจช่วยคัดกรองโรคมะเร็ง

          ทีมนักวิจัยชาวอังกฤษจากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักรในเมืองแคมบริดจ์ กำลังทดสอบการ     คัดกรองโรคมะเร็งในอาสาสมัครจำนวนกว่า ๑,๕๐๐ คน ด้วยเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจในมนุษย์เพื่อตรวจหาโมเลกุลที่ออกมากับลมหายใจซึ่งใช้ในการตรวจหามะเร็ง เครื่องนี้ได้พัฒนาและทดสอบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า ๒ ปี โดยตรวจจับลมหายใจที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่ทำงานเป็นปกติและผิดปกติ โดยมีหลักการว่าร่างกายจะผลิตโมเลกุลที่ออกมากับละอองลมหายใจที่เรียกว่า VOC (Volatile Organic Compounds) และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามะเร็งจะสร้างโมเลกุล VOC เช่นกัน แต่อาจมีลักษณะแตกต่างออกไปจาก ลมหายใจของคนปกติ ซึ่งนักวิจัยคาดหวังว่าเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจอาจจะช่วยวิเคราะห์ความแตกต่างนี้ได้ในอนาคต โดยผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องเป่าลมหายใจเข้าไปในเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนาน ๑๐ นาที เพื่อให้ได้ตัวอย่างโมเลกุลที่อยู่ในละอองลมหายใจ ซึ่งจะถูกนำไปวิเคราะห์โดยทีมนักวิจัยในห้องทดลองของบริษัท Owlstone Medical ในเมืองแคมบริดจ์และทีมนักวิจัยได้เริ่มต้นการทดลองกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งหลอดอาหารเป็นกลุ่มแรกตามมาด้วยกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งตับและตับอ่อน หากการทดลองนี้สำเร็จ เครื่องตรวจนี้อาจช่วยตรวจหาและคัดกรองมะเร็งชนิดต่างๆ     จากลมหายใจของมนุษย์ได้

จากนิตยสาร Health Today ฉบับประจำเดือน มี.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)

 

 สิ่งดีๆ เมื่อคุณไม่สูบบุหรี่ในบ้าน

          - อากาศในบ้านคุณจะสดชื่น เพราะไม่มีกลิ่นควันบุหรี่รบกวน

          - คุณไม่ต้องกังวลว่าคนในบ้านจะได้รับอันตรายจากควันบุหรี่

          - ลดโอกาสที่ลูกคุณจะกลายเป็นคนสูบบุหรี่

          - คุณไม่ต้องเสียเวลา กำลังงาน เงินทอง ในการกำจัดสิ่งที่ไม่น่าดู เพราะบุหรี่ทำไว้ เช่น รอยบุหรี่บนโซฟา บนพรม ผ้าม่านที่เหม็นควันบุหรี่ และก้นบุหรี่ตามที่ต่างๆ

          - ไม่สูบบุหรี่ในบ้าน ทำให้คุณเลิกสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

          - ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน

จากนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับประจำเดือน ม.ค.๖๒

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..............

แผนกข้อมูลข่าวสาร กองเวชสารสนเทศ (โทร.๕๒๗๐๖)